วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สุนทรียสนทนากับอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญูู บ่ายวันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ วงน้ำชาขอนแก่น


อาจารย์วิศิษ์ วังวิญญู: กระบวนกรประจำงาน

ประวัติ วิศิษฐ์ วังวิญญู วิศิษฐ์ เป็นนักคิดนักเขียนอิสระ เติบโตมาในยุคความตื่นตัวทางการบ้านการเมืองของนักศึกษามหาวิทยาลัย ตัดสินใจออกจากบ้านชนชั้นกลางอันอบอุ่น และมหาวิทยาลัยสองแห่งคือมหิดลและธรรมศาสตร์ เพื่อมาหาความหมายของชีวิตด้วยตัวเอง แปลหนังสือ เขียนหนังสือในเรื่องราวของการแสวงหาใหม่ ๆ ทั้งทางปรัชญาและการศึกษา ด้วยประสบการณ์อันแหวกแนว นอกจากนี้ ยังมีชั่วโมงบินทางงานบริหารจัดการทางองค์กรธุรกิจ ไม่ต่ำกว่าสิบปี ล่าสุดทำงานเป็นกระบวนกร หรือวิทยากรกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นสมุหภาพ อยู่ในแนวหน้าของพรมแดนความรู้ของกระบวนทัศน์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่ง ผลงานอื่น ๆ ของเขาได้แก่ งานแปล บทละครทางกลับคือการเดินทางต่อของ ติช นัท ฮันห์ (แปลร่วมกับ สันติสุข โสภณสิริ) แผนที่คนทุกข์ อี เอฟ ชูมากเกอร์ เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ เอ เอส นีล (แปลร่วมกับ สมบัติ พิศสะอาด) การศึกษาเพื่อความเป็นไท อดัมเคิล ดวงตะวัน ดวงใจฉัน ติช นัท ฮันห์ จิตที่แปรเปลี่ยน สมเด็จ องค์ทะไลลามะ กล้าฝัน เพื่อมนุษยชาติ สมเด็จ องค์ทะไลลามะ โยงใยที่ซ่อนเร้น ฟริตจอบ คราปา งานเขียน มณฑลแห่งพลัง สุนทรียสนทนา โฮมเมดสกูล คู่มือกระบวนกร (เขียนร่วมกับหมอวิธาน ฐานะวุฑฒ์ และณัฐฬส วังวิญญู) เดินทะลุกำแพง การปฏิวัติในถ้วยน้ำชา

บทสรุปจากการเข้าร่วมสนทนา ณ วงน้ำชาขอนแก่น โดยมีอาจารย์วิศิษฐ์ เป็นกระบวนกรหลัก


***หมายเหตุ: สรุปบทเรียนโดยครูสอยอ อาสาสมัครที่วงน้ำชาขอนแก่น
*****กรุณาคลิกที่ภาพหากต้องการอ่านรายละเอียด*****


*ภาพที่ ๑: บรรยากาศการสนทนาภายในงาน

**ภาพที่ ๒: ตั้งวงคุยกันและฟังด้วยใจอย่างใคร่ครวญ

*ภาพที่ ๓: ผู้เข้าร่วมการเสวนามาจากหลากหลายสาขาอาชีพ

*ภาพที่ ๔: อาจารย์วิศิษฐ์ สรุปบทเรียนและบอกเล่าเรื่องราว

*หมายเหตุ: หากท่านทั้งหลายมีความสนใจที่จะจัดวงพูดคุยและสนทนาอย่างสร้างสรรค์โดยที่จะใช้พื้นที่ ณ วงน้ำชา ท่านสามารถติดต่อได้ที่ โทร. ๐๘๑-๙๗๔-๐๒๙๐ (คุณอดิศักดิ์), ๐๘๕-๔๙๖-๖๖๙๖ (คุณเป็ด), ๐๘๕-๐๐๕-๑๕๕๔ (คุณสอยอ) หรือที่อีเมลย์ wongnamchakhonkaen@gmail.com

ศิลปะและสัจธรรมในรส “ชา” โดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


ปาจารยสาร เมษายน ๒๕๕๒

ศิลปะและสัจธรรมในรส “ชา
พระไพศาล วิสาโล


ตั้งแต่ เล็กข้าพเจ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจศิลปะเท่าไร ประสบการณ์ทางศิลปะส่วนใหญ่ก็จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนในชั่วโมงศิลปะและ ดนตรี พยายามวาดให้เหมือนอย่างที่ครูสอนและร้องเพลงอย่างที่ครูแนะนำ เวลาอยู่นอกห้องเรียนถ้าจะได้ฟังเพลงส่วนใหญ่ก็จากวิทยุหรือเครื่องเล่นแผ่น เสียงที่พี่ชายเปิดทุกเย็น หากจะมีอะไรที่ใกล้เคียงศิลปะอยู่บ้างในความรู้สึกของตัวเอง นั่นก็คือฟุตบอล เวลาดูหรือเล่นฟุตบอล จะได้เห็นความงดงามจากลีลาการเล่น ฟุตบอลเป็นความสวยงามที่ดึงดูดใจตนเองมากทั้งในฐานะผู้ดูและผู้เล่น

อย่างไร ก็ตามความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นเมื่อหันมาสนใจความงามในวรรณกรรมและ ธรรมชาติ ผู้ที่เป็นสะพานนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือพจนา จันทรสันติ ตอนนั้นเขาเริ่มแปล “เต๋า”เป็นภาษาไทย แม้จะไม่ค่อยเข้าใจงานของเหลาจื๊อมากนัก แต่เมื่อได้อ่านงานแปลของพจนาก็เริ่มสัมผัสถึงความงามในถ้อยคำและธรรมชาติ ยิ่งได้มีเวลาช่วงหนึ่งออกค่ายในบริเวณอุทยานแห่งชาติกับพจนา ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้ใจในการรับรู้ธรรมชาติและสรรพสิ่ง นอกเหนือจากการใช้ความคิดและเหตุผล ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้จิตใจละเอียดอ่อนมากขึ้น

ช่วงที่หันมาสนใจศิลปะอย่างจริงจังก็เมื่อได้ไปใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในกรุงปารีส ทั้งเมืองเต็มไปด้วยศิลปะ สามารถสัมผัสได้ตลอดเวลาที่อยู่บนท้องถนน เพราะปารีสมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมากทั้งเมือง ยิ่งได้มีโอกาสไปชมงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ โดยเฉพาะลูฟว์ ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ และใกล้ชิดกับศิลปะมากขึ้น ช่วงเวลา ๓-๔ เดือนที่นั่นเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ทางด้านศิลปะ แม้จะไม่ลึกซึ้งก็ตาม

เมื่อ ได้มาบวชอยู่ในวัดป่า การอยู่ท่ามกลางป่าที่เงียบสงบ ก็ทำให้จิตใจละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความสุขอันประณีต ซึ่งสามารถเกิดจากใจที่สงบ จากธรรมชาติที่วิเวก หรือจากงานศิลปะที่ลุ่มลึกก็ได้ แต่จะว่าไปแล้วหากจิตละเอียดเพียงพอ ก็สามารถเห็นความงดงามได้จากสิ่งสามัญทั้งหลายที่อยู่รอบตัว งานศิลปะชั้นนำเป็นอันมากก็เกิดจากวาบแห่งความงามจากสิ่งธรรมดาสามัญนั่นเอง

ศิลปะและสุนทรียภาพสามารถมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนเราได้หลายระดับ ระดับแรกคือความติดใคร่ใฝ่หา เป็นความรู้สึกอยากชิดใกล้ อยากได้หรืออยากครอบครอง (พุทธศาสนาเรียกว่าราคะ) ระดับต่อมาคือความรู้สึกดื่มด่ำ ปีติ สูงขึ้นมาอีกคือความสงบ และสูงที่สุดคือความรู้สึกแบบ transcendence หรือภาวะที่เหนือสามัญ เป็นสภาวะที่จิตได้สัมผัสกับความจริงขั้นสูงสุดหรืปรมัตถ์ เช่น ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและจักรวาล สภาวะที่อัตตาตัวตนได้เลือนหาย ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฉันกับโลกอีกต่อไป อยู่เหนือบัญญัติหรือความจริงแบบทวินิยม (dualism) เป็นสภาวะที่จิตเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณ

มองในแง่นี้ศิลปะมิใช่ตรงข้ามกับศาสนา แต่สามารถเป็นสื่อนำผู้คนเข้าถึงมิติที่ลึกซึ้งสูงสุดในทางศาสนธรรมได้ เซนเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เชื่อมศิลปะเข้ากับการขัดเกลาทางจิตวิญญาณได้ อาทิ ศิลปะการชงชา ซึ่งดูเผิน ๆ เป็นเรื่องของพิธีกรรมที่ซับซ้อน แต่ที่จริงเป็นกระบวนการกล่อมเกลาจิต ตั้งแต่ระดับพื้น ๆ คือ การได้สัมผัสกับความงามและรสชาติทางผัสสะ ไปจนถึงการน้อมใจให้สงบ และเข้าถึงความจริงที่เหนือสมมติ

เริ่มแรกก็คือ การดื่มชามัทชะมิใช่เป็นแค่การเสพรสชาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้ชื่นชมความงามของถ้วยชา ทั้งด้วยสายตาและสัมผัส รูปลักษณ์ เส้นสี และพื้นผิวของถ้วยชานั้นเป็นผลงานศิลปะที่จรรโลงใจ และให้ความรู้สึกละเมียดละไมไม่แพ้รสชา

จะว่าไปแล้วความสุขจากชานั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะได้ดื่มชาเสียอีก เพราะกระบวนการก่อนหน้านั้นสามารถให้ประสบการณ์ที่ดีแก่จิตใจได้

พิธีชงชาที่สมบูรณ์แบบจะมีขึ้นได้ก็เฉพาะในห้องหรือในเรือนหลังเล็ก ๆ ที่เรียบง่ายไร้สิ่งประดับประดา ซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ การชงชาจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า เริ่มตั้งแต่ทำความสะอาดภาชนะได้แก่ ถ้วยชา ช้อนตักผงชา ไม้กวนน้ำชา ล้างด้วยน้ำแล้วเช็ดด้วยผ้า จากนั้นจึงใส่ผงชา เติมน้ำร้อน แล้วกวนน้ำชาจนแตกเป็นฟอง แล้วจึงนำมามอบให้แก่อาคันตุกะ ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะได้ชามาเพียงถ้วยเดียวเท่านั้น หากผู้ร่วมพิธีมี ๑๐ คน ก็ต้องทำ ๑๐ ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓ นาที

เวลาที่เนิ่นนาน บรรยากาศที่สงบไร้เสียงพูดคุย และความสลัวภายในห้อง จะค่อย ๆ น้อมใจผู้คนให้สงบ ผัสสะจะละเอียดขึ้น และความสุขจะบังเกิดทีละน้อย ๆ จากการได้ยินเสียงน้ำเดือดในกาและเสียงนกร้อง และจากการชื่นชมภาชนะที่ใช้ในการชงชา ซึ่งเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เมื่อน้ำชาถูกนำมาต้อนรับ ใจที่สงบย่อมเข้าถึงรสชาติอันสุขุมลุ่มลึกได้ไม่ยาก

ศิลปะที่สุดยอดนั้นคือความงดงามที่กล่อมเกลาจิตให้สงบ นิ่ง และเย็น เข้าถึงภาวะที่โปร่งเบา และสัมผัสกับมิติอันลึกซึ้งภายใน แต่คุณค่าของศิลปะมิได้มีเพียงเท่านั้น หากยังสามารถนำพาให้ผู้คนซาบซึ้งถึงสัจธรรมของชีวิตด้วย

ในวัฒนธรรมการชงชาของญี่ปุ่น ถ้วยชาที่ถือว่างดงามและมีคุณค่าอย่างยิ่ง คือถ้วยชาที่มีผิวไม่เรียบ รูปทรงไม่สม่ำเสมอ และเปิดเนื้อดินเผาโดยไร้เครื่องเคลือบ ราวกับเป็นงานที่ยังไม่แล้วเสร็จ แต่งานเหล่านี้เป็นฝีมือของช่างชั้นครูที่เข้าถึงสุดยอดของศิลปะ คุณคงคาดไม่ถึงว่าถ้วยรูปร่างแปลก ๆ เหล่านี้บางใบมีมูลค่าสูงกว่ารถเบ๊นซ์เสียอีก แต่คุณค่าที่สำคัญกว่านั้นคือการเผยแสดงสัจธรรมของชีวิตและโลกว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ นี้ก็เช่นเดียวกับเรือนชงชา ที่เปิดเนื้อไม้แสดงถึงความเก่าแก่ คร่ำคร่า ย้ำเตือนถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง

ชีวิตคือความไม่สมบูรณ์แบบ มิอาจเป็นดั่งใจได้เสมอไป ขึ้นแล้วก็ลง งดงามแล้วก็แก่หง่อม หาความจิรังยั่งยืนไม่ได้ นี้คือสัจธรรมความจริง ที่ถูกยกย่องให้เป็นศิลปะอันน่าชื่นชม ผ่านวัฒนธรรมการชงชา ใครที่ร่วมพิธีชงชาจะถูกย้ำเตือนความจริงข้อนี้ จนอาจได้คิดว่าชื่อเสียง เกียรติยศ และความมั่งคั่งนั้น เป็นมายา แต่ถึงแม้จะไม่ยอมรับ ก็ต้องถูกพิธีนี้บังคับให้จำต้องยอมรับจนได้ เพราะทางเข้าเรือนชงชานั้นต่ำมาก จนแม้แต่จักรพรรดิหรือโชกุนก็ต้องก้มหัวเข้าไปเช่นเดียวกับสามัญชน และเมื่อเข้าพิธีแล้ว ไม่ว่าใครก็มีสถานะเสมอกัน

ศิลปะนั้นมักจะมองว่าเป็นเรื่องของความงาม แต่ศิลปะการชงชาเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าศิลปะก็สามารถเป็นสื่อแห่งความจริงได้ ความจริงนั้นมี ๒ ระดับ คือ ความจริงแบบสมมติ (สมมติสัจจะ) กับความจริงแบบปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ) นาย ก. เป็นรัฐมนตรี นาย ข. เป็นชาวนา นี่เป็นความจริงแบบสมมติ แต่เมื่อพูดถึงความจริงระดับปรมัตถ์แล้ว ทั้ง ๒ คนไม่ได้ต่างกันเลย เพราะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นเดียวกัน หน้าที่อย่างหนึ่งของศิลปะคือการเปิดใจให้คนเห็นความจริงขั้นปรมัตถ์ ไม่หลงติดอยู่กับสมมติ

ความจริงยังสามารถแบ่งออกเป็น ความจริงแบบเฉพาะ และความจริงที่เป็นสากล งานศิลปะหลายชิ้นมีชื่อเสียง เป็นที่ยกย่องเพราะเปิดเผยสภาวะทางจิตของคนร่วมสมัย เช่น ความทุกข์ ความเหงา ความโดดเดี่ยว ได้อย่างมีพลัง ชนิดที่สัมผัสได้ด้วยใจ ทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนไหว
หรือรู้สึกเหงาและหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ

แต่มีงานศิลปะอีกหลายชิ้นที่ถ่ายทอดความจริงที่เป็นสากล เป็นอกาลิโก เช่น ความไม่เที่ยง ความพลัดพราก ที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ หรือพลังแห่งความกรุณาปราณีที่โอบอุ้มมนุษยชาติเอาไว้ บ้างก็เปิดใจให้เราเห็นอานุภาพแห่งธรรมะหรือสิ่งสูงสุด ที่ทำให้เรามีความหวังแม้ในยามมืดมิดที่สุดของชีวิต

งานศิลปะชั้นครู เมื่อเปิดเผยความจริงให้เราสัมผัส ไม่ว่าความจริงเฉพาะหรือความจริงอันสากล มักก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในอันที่จะทำสิ่งดีงาม งานบางชิ้นถ่ายทอดโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์ได้อย่างสะเทือนใจ จนเราไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะรู้สึกถึงแรงผลักจากมโนธรรมภายในให้อยากทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเขา

ดังนั้นนอกจากความงามและความจริงแล้ว ศิลปะยังสามารถเป็นสื่อกระตุ้นให้เกิดความดีขึ้นได้ ความงาม ความจริง และความดีจึงมิใช่สิ่งที่แยกจากกัน กล่าวได้ว่าหน้าที่สูงสุดของศิลปะก็คือ ประสานความงาม ความดี และความจริงให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง

ชีวิตนั้นมีหลายมิติ เราแต่ละคนมีสัมพันธภาพที่หลากหลาย ในฐานะปัจเจกบุคคล เราต้องสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว อาทิ ผู้คน สังคม และธรรมชาติ ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ละเลยชีวิตด้านในจนแปลกแยกกับตัวเอง จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องสัมพันธ์กับสิ่งสูงสุดด้วย ไม่ว่าจะเป็นปรมัตถสัจจะ นิพพาน หรือพระเจ้าก็ตาม

หากสัมพันธภาพกับผู้คน สังคม และธรรมชาติ เป็นสัมพันธภาพแนวนอน สัมพันธภาพแนวตั้ง เบื้องล่างคือสัมพันธภาพกับชีวิตด้านใน เบื้องบนคือสัมพันธภาพกับสิ่งสูงสุด

ในฐานะที่เป็นสะพานพาให้เข้าถึงความงาม ความจริง และความดี ศิลปะคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรามีสัมพันธภาพกับสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน ทำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติ เห็นมนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน หยั่งลึกถึงจิตวิญญาณของตน และเข้าถึงสิ่งสูงสุดได้

ศาสนามีความหมายกับชีวิตอย่างไร ศิลปะก็มีความหมายอย่างนั้นกับเรา ชีวิตที่ดีงามกับศิลปะจึงไม่อาจแยกจากกันได้ ศิลปะช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์และงดงาม

"ติดดี" โดยพระอาจารย์ไพศาล

ติดดี - พระอาจารย์ไพศาล: คัดลอกบทความจาก www.palungjit.com




--------------------------------------------
สำหรับผมแล้ว บทพระธรรมเทศนานี้ ดีมากจริงๆ เลยคัดลอกมาฝากครับ
ผิดพลาดล่วงเกิน ขออภัยขอขมาครับผม ..... จขกท
--------------------------------------------

เมื่อมีภาพพจน์ว่าเป็นคนดีแล้ว
เราก็มีภาระที่จะต้องทำตัวให้เป็นคนน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส
ยิ่งเป็นที่นับถือรักใคร่ของคนทั่วไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพลิดเพลิน
จนทำตัวให้เกินเลยจากที่ตัวเองเป็นมากเท่านั้น...


------------------------------------------------------

ใครๆ ก็อยากเป็นคนโอบอ้อมอารี มีจิตใจมั่นคงหนักแน่นสุภาพอ่อนน้อม
เสียสละเพื่อผู้อื่น ไม่ต้องอธิบายก็รู้ว่า ลักษณะเหล่านี้เป็นคุณสมบัติของคนดี
เป็นคุณธรรมที่ควรมีประจำจิต แต่คุณธรรมและความดีนั้น
ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ก็อาจโดนมันขบกัดเข้าได้ง่ายๆ

ถ้ายังสงสัย ลองฟังนิทานสองเรื่องนี้ดู

อาจารย์ผู้หนึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าสำเร็จธรรมขั้นสูงจิตใจไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ
คราวหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา ลูกศิษย์ทั่วทั้งสำนักแตกตื่น
แต่ท่านกลับสงบนิ่ง ยังความประทับใจแก่ลูกศิษย์เป็นอันมาก

หลายวันต่อมา เมื่อสานุศิษย์ถามอาจารย์ว่า จิตใจที่มั่นคงหนักแน่นหมายถึงอะไร
อาจารย์ก็อ้างท่านเป็นตัวอย่างด้วยความภาคภูมิใจว่า
"ท่านเห็นหรือไม่ว่า ขณะที่ทุกคนวิ่งแตกตื่นยามเกิดแผ่นดินไหว
เรากลับนั่งเฉยและจิบน้ำชาอย่างสงบ
พวกท่านเห็นมือของเราสั่นขณะถือแก้วหรือไม่ ?"

"ไม่ครับ" ศิษย์ผู้หนึ่งตอบ และกล่าวต่อไปว่า
"แต่อาจารย์ไม่ได้ดื่มน้ำชานะครับ อาจารย์ดื่มซีอิ๊วต่างหาก"

เรื่องที่สองก็เกี่ยวกับอาจารย์อีกเหมือนกัน แต่เป็นคนละสำนัก
คราวหนึ่ง ท่านได้ออกธุดงค์กับศิษย์ เมื่อถึงกลางป่าก็เจอช้างตกมันวิ่งเข้าหา
ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์วิ่งหนีคนละทิศละทาง

หลายปีต่อมา ขณะที่อาจารย์ป่วยหนักนอนแบบอยู่
ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปได้นานอีกเท่าใด ลูกศิษย์ตัดสินใจรวบรวมความกล้า
ถามปัญหาที่ติดค้างในใจมานานว่า "อาจารย์ตกใจด้วยหรือเมื่อเจอช้างป่า ?"

"ไม่หรอก" อาจารย์ตอบ
"ถ้าเช่นนั้นทำไมอาจารย์ถึงวิ่งหนีพร้อมกับเราล่ะครับ ?"
"เราคิดว่า การหนีช้างป่านั้นดีกว่าการอยู่อย่างลำพองใจเป็นไหนๆ " อาจารย์ตอบ

การไม่หวั่นไหวต่อภยันตรายนั้นเป็นเรื่องดี

แต่ถ้าเลือกได้ระหว่างอาจารย์สองคนนี้ ท่านอยากเป็นคนไหน ?
ใครที่เข้าถึงคุณธรรมมากว่ากัน ?

คุณธรรมและความตั้งมั่นแห่งจิตนั้น ย่อมนำความสุขมาให้แต่ขณะเดียวกัน
ความลำพองใจว่าตนนั้นเลิศประเสริฐกว่าผู้อื่น
ก็มักหาโอกาสเล็ดลอดตามมาด้วย ถ้าไม่ระวังมันก็เข้าครองใจได้โดยง่าย


---------------------------

ความคิดความสามารถในทางจิตใจนั้น
มักเป็นหลุมพรางให้เราหลงติดกับดักของกิเลสอีกชนิดหนึ่ง
ที่ละเอียดและแนบเนียนยิ่งกว่าความโลภและความโกรธ
นั่นคือความถือตัวหลงตน ความสำคัญตนว่าเป็นคนดี มีคุณธรรม

เมื่อใดที่เราสำคัญตนว่าเราเป็นคนดี คนอื่นก็ดูด้อยกว่าเราไปหมด
(ยกเว้นคนที่ทำตัวได้ดีกว่าเรา) ถ้าไม่เหม็นเบื่อคนอื่น
ก็มักจะมีอาการสงสาร อยากจะสอนอยากชี้แนะอยู่ร่ำไป

ขณะเดียวกันจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็มักจะหาโอกาสแสดงตน
ให้ผู้อื่นเห็นความดีความสามารถของเราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


ครั้นผู้คนยอมรับนับถือความดีของเรา เราก็มีภาพพจน์ที่จะต้องรักษา
แต่ขึ้นชื่อว่าภาพพจน์แล้ว ก็ล้วนเป็นภาระที่ต้องแบกต้องหามทั้งนั้น
เราทนไม่ได้หากคนอื่นจะเห็นความอ่อนแอหรือความเห็นแก่ตัวของเรา

ดังนั้นจึงต้องปกป้องตนเองอยู่เสมอ บ่อยครั้งต้องทุ่มเถียงเป็นวรรคเป็นเวรว่า
ฉันไม่ได้โกรธ ไม่ได้พูดโกหก ไม่ได้เห็นแก่ตัว ฯลฯ
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือหากคนเราจะโกรธ จะพลั้งเผลอ
หรือมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่

เมื่อมีภาพพจน์ว่าเป็นคนดีแล้ว เราก็มีภาระที่จะต้องทำตัวให้เป็นคนน่ารัก
ยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ่งเป็นที่นับถือรักใคร่ของคนทั่วไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพลิดเพลิน
จนทำตัวให้เกินเลยจากที่ตัวเองเป็นมากเท่านั้น

นานเข้าก็หลงเชื่อว่าตนเป็นอย่างที่คนอื่นนึกว่าเป็นจริงๆ
เราจึงมิได้เป็น "พระเอก" หรือ "นางเอก" ในสายตาของคนรอบข้างเท่านั้น
หากยังเป็นพระเอกนางเอกในความรู้สึกของตนเองอีกด้วย

แต่พระเอกนางเอกนั้นมีอยู่แต่ในหนัง ในชีวิตจริงทุกคน
ก็มีความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ ความดี ความไม่ดี คละเคล้ากันไป

ถ้าหลงตนว่าเป็นพระเอกนางเอกเสียแล้ว เราไม่เพียงแต่จะหลอกตนเองเท่านั้น
หากยังหลอกผู้อื่น ตอนแรกก็ปกป้องตนเองด้วยการปกปิดจุดอ่อนจุดเสีย
แต่ตอนหลังก็ถึงกับบิดพลิ้วความจริง จนกลายเป็นคนฉ้อฉลไปโดยไม่รู้ตัว


คุณธรรมความดีนั้น หากเราไม่เท่าทัน เกิดไปหลงติดเข้า
ก็อาจพาชีวิตหลงทิศหลงทาง จนถึงขั้นทำสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการพูดปด
เพื่อรักษาภาพพจน์เสียอีก คนที่คิดว่าตนเป็นคนเมตตา รังเกียจการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ถ้าไม่ระวังตัว ก็อาจเป็นฆาตกรเสียเองเพราะจงเกลียดจงชังคนที่ไม่มีเมตตาเหมือนตน


ดังนักต่อต้านการทำแท้งในอเมริกา ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้เชิดชูชีวิต (pro - life)
แต่แล้วกลับลงมือสังหารหมอที่เปิดคลินิกทำแท้ง
เพราะทน "ความไร้ศีลธรรม" ของคนเช่นนั้นไม่ได้

มีนักปฏิบัติธรรมผู้หนึ่ง ซึ่งเคร่งครัดในการรักษาศีล แม้แต่ยุงเธอก็ไม่ตบ
จนเพื่อนๆ เรียกว่าแม่พระ แต่เมื่อพบว่าลูกสาวเกิดท้องทั้งๆ ที่ยังไม่ทันแต่งงาน
เธอก็นึกถึงการทำแท้งขึ้นมาทันที เพราะกลัวเสียชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูล

ภาพพจน์จากความดีที่บำเพ็ญบ่อยครั้ง ก็ทำให้คนเราต้องทำสิ่งตรงข้ามกับความดีนั้น
เพื่อรักษาภาพพจน์ดังกล่าวต่อไป


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ มิใช่ให้เราปฏิเสธความดี
ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ควรค่าแก่การบำเพ็ญเท่ากับคุณงามความดี

สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราพึง ทำความดี ยิ่งกว่าที่จะทำตนเป็นคนดี

ความดีนั้นมีไว้สำหรับกระทำ มิใช่มีไว้เพื่อใช้เปรียบเทียบตนกับผู้อื่น
หรือเพื่อแบกหามล่ามโซ่ตนเอง


ความดีนั้นเอื้อให้เกิดสุข และความสุขก็ช่วยให้เรามั่นใจในการทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป
แต่เมื่อใดที่ยึดติดกับความดี เพราะหลงไหลในเกียรติยศชื่อเสียง
และความนับหน้าถือตาของผู้อื่นแล้ว
ความดีนั้นเองจะทิ่มแทงขบกัดและอาจถึงขั้นทำลายเราในที่สุด


คนเป็นอันมากทุกข์ใจเพราะดีได้ไม่ถึงขนาด
พ่อแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะลูกดีไม่ได้ดังใจ
ทั่วทุกหนแห่งมีแต่คนท้อแท้ผิดหวังเพราะไม่มีใครเห็นความดีของตน
ไม่ใช่ความน้อยเนื้อต่ำใจในความดีที่ถูกเมินเฉยดอกหรือ
ที่ผลักไสให้คนแล้วคนเล่าฆ่าตัวตาย

อันตรายของความดีนั้นอยู่ตรงที่ทำให้เราหลงตนลำพองใจได้ง่าย

ดังนั้นการมีสติเท่าทันในการทำความดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น


แม้จะแน่ใจว่าทำดีด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ก็ยังต้องระวังผลจากการทำความดีนั้นด้วย
ไม่ว่าจะเป็นผลโดยตรงหรือผลพลอยได้ โดยเฉพาะความสำเร็จ
ภาพพจน์ชื่อเสียง และการยอมรับนับถือจากคนรอบข้าง
หากเพลิดเพลินยินดีในสิ่งนั้นเมื่อไร เราก็ไม่ต่างจากปลาที่หลงฮุบเหยื่อ


บ่อย ครั้งไม่มีอะไรดีกว่าการกำราบหรือทรมานอัตตาตนเอง ยิ่งติดในภาพพจน์ตนเองมากเท่าไรก็ยิ่งสมควรทำอะไรเชยๆ เปิ่นๆ เสียบ้าง จะได้ดัดนิสัยชอบวางมาดวางฟอร์มให้เข็ดหลาบ

การทำตนเป็นคนขลาดกลัวช้างป่าให้ใครต่อใครเห็น
บางทีก็ฝึกฝนจิตใจได้ดีกว่าการทำตัวเป็นคนสงบไม่หวั่นไหวต่อแผ่นดินไหว


ถ้าหลงไหลในตนเองมากไปแล้ว ก็หัดหัวเราะเยาะตัวเองบ้าง
เวลาพลั้งเผลอปล่อยไก่ต่อหน้าธารกำนัล จะได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหน้าเสียศักดิ์ศรี
แต่กลับถือเป็นเรื่องน่าหัวไปเสีย

ถ้าทำเช่นนี้ได้ ชีวิตจะไม่เครียด เพราะมีมุขมีเกร็ดให้แอบหัวเราะคนเดียวได้เรื่อยไป
และเมื่อถึงเวลาเป็นงานเป็นการ ใจเราจะเปิดกว้างมากขึ้นต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์


คนเราถ้าไม่คิดเป็นพระเอกนางเอกอยู่ร่ำไป ก็พร้อมจะยอมรับข้อผิดพลาด
และมองหาจุดอ่อนของตน แทนที่จะเอาแต่โทษคนอื่น
หรือคอยจับผิดเพื่อนร่วมงานอยู่ท่าเดียว

ในนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง พรรคเทพมักเป็นตัวร้าย
ขณะที่พรรคมารกลับกลายเป็นผู้ทรงคุณธรรม

ในชีวิตจริง ก็มักเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะความเป็นเทพชวนให้เกิดความลำพอง
และฉ้อแลได้ง่ายด้วย ถือว่าถ้าเจตนาดีแล้ว จะใช้วิธีเลวร้ายอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครยอมเชื่อดอกว่าเราจะทำตัวเลวร้ายอย่างนั้นได้


ถ้าเลิกความเป็นเทพเสียได้ แต่ไม่ต้องถึงกับไปเป็นมารดอก
เพียงแต่คืนสู่ความเป็นคนธรรมดาสามัญ รู้เท่าทันตนเองเท่านั้น
ชีวิตก็จะน่าอภิรมย์และเป็นสุขอย่างยิ่ง


______________________________________
จาก สุขใจในนาคร ศิลปะแห่งการอยู่เมืองอย่างมีความสุข
โดย พระไพศาล วิสาโล

คัดลอกจาก...��ҹ���� carefor.org

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรื่องเล็ก เอ็กซิบิชั่น


สวัสดีพี่น้องทุกท่าน

ไม่อ้อมค้อมแล้วนะ เนื่องจาก วงน้ำชาขอนแก่น (วงน้ำชา คือ วงน้ำใจ ศิลปะ ศาสตร์ สุนทรียสนทนา

การเรียนรู้ของจิตและกาย โดยมีน้ำชา เป็นสื่อกลางให้คนมาเจอกัน

เป็นร้านเล็กๆ ที่ไม่หวังผลกำไร แต่หวังว่าเราจะได้มาเรียนรู้เพื่อเติบโตภายในใจ)

ใกล้จะครบ ๑ ขวบแล้วในวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่จะถึง น้องหมีแพนด้า ก็พึ่งจะฉลอง ๒ เดือนไป

เราเองก็อยากมีเหมือนกันเลยมีเรื่องอยากจะชวนท่านมาแสดงงานศิลปะด้วยกัน นะก๊าบ

เป็นนิทรรศการศิลปะ ครั้งที่ ๓ แล้ว


ครั้งเเรก -ศิลปะแบบเด็กๆ(มกราคม)


ครั้งที่ ๒ - ภาพถ่าย เมตตา ภาวนา ว่าด้วยรัก(กุมภา-มีนา)


คราวนี้ใช้ชื่อว่า เรื่องเล็ก เอ็กซิบิชั่น เป็นการแสดงงานศิลปะ งานเขียน กวี ภาพถ่าย

โดยผลงานที่ว่านั้น จะอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ที่เรียกว่าโปสการ์ด หรือไปรษณียบัตร นั้นแหละครับพี่น้อง

ขอชวน ท่าน มาสนุก มาแสดงงานด้วยกันงานรับไม่จำกัดประเภท ไม่จำกัดวิธี ไม่จำกัดจำนวน (ผลงานตั้งเป้า ๓๕๖ ชิ้น)ขอเพียงผลงานท่านอยู่บนโปสการ์ด เป็นพอ แล้วส่งมาเลยที่วงน้ำชา ขอนแก่น (วงน้ำชา คือ วงน้ำใจ ) เลขที่ ๖๑๑ ถนนรอบบึงแก่นนคร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ๔๐๐๐๐ ร่วมส่งผลงาน ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ จนถึง สิ้นเดือน กันยายน ๕๒ ส่วนรายละเอียด ของ กิจกรรม งาน จะแจ้ง ให้ทราบอีกครา

เราคงได้เห็นผลงานของท่าน พร้อมเรื่องราวดีๆ บนโปสการ์ดเล็กๆ ที่มันจะถูกส่งมาจากทั่วทุกมุมโลก

แล้ววันนั้นโปสการ์ด ของท่านและโปสการ์ด ของเราทุกคน จะถูกรวมกันเพื่อได้มาแบ่งปัน

เรื่องราวเล็กๆ ของคน เล็กๆ กับงานศิลปะเล็กๆ บนกระดาษที่เรียกว่าโปสการ์ดแผ่นเล็กๆ

ในงาน "เรื่องเล็ก exibition "ขอพลังเล็กๆจงอยู่กับท่าน


สอยอ

วงน้ำชาขอนแก่น


วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ดื่มน้ำ....ชา....ในร้าน โดย ป.อุทุมพร


ดื่มน้ำ....ชา....ในร้าน
น้ำแห่งจิตนั้นหรือ
คือมิตรภาพที่เบ่งบาน
คือสายธารสร้างสรร
ไหลละลิ่วชำระโสโครก
ในห้วงเหวหลุมดำฯ
ชาแห่งธรรมชาติ
สะอาด พิสุทธิ ลึกล้ำ
กำเนิดแห่งความดีงาม
ต้นธารแห่งตัวรู้
สัจจะชุ่มอยู่ซ่อนอยู่
ณ ต้นชานั้นๆ
ร้านคือสถานบ่มเพาะ
กะเทาะเปลือก...เลือกเอาแก่น
ฤาจักมีอันใดอีกห่อหุ้ม
หากมิใช่แก่นแกนแห่งชีวินฯ
น้ำ...ชา...แลร้าน ปรากฎเป็นหนึ่ง
จึงเปล่งประกายส่องสว่าง
สีรุ้งเจ็ดสีบ่งบอก...สิ่งใด
หากมิใช่ ความงดงาม
อันมวลมนุษย์เสาะแสวงหาฯ

บทกลอนโดย ป.อุทุมพร ริมบึง ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ณ ร้านวงน้ำชาขอนแก่น

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ขอเชิญร่วมงาน "หนังสือ คน ต้นไม้" วันที่ ๓๐-๓๑ พ.ค. ๒๕๕๒, You are invited to join the "Book People and Tree" Fair between 30th-31st of May, 2009!




The "Book, People and Tree Fair" underlines the important of non-formal education. We would like to celebrate the life long joy of learning through involving ourselves with different activities and methods. Our ideas came from Artlane Festival in February 2009 and we realized that it's so important to create a space which is fun and interactive. People of all ages could participate and enjoy what they would like to learn. There is an activity such as workshops on water color painting, how to make Bonsai and or other plants, discussion on books and the love of reading, etc. Please feel free come and join our activities of your interest. But if you can't come, please let the others know! For more information, please contact: 081-974-0290 or wongnamchakhonkaen@gmail.com :)

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๒ เทศบาลนครขอนแก่นร่วมกับภาคประชาสังคมได้ริเริ่มและพัฒนางานคุณภาพชีวิตและ ทุนทางสังคมของประชาชนในเขตเทศบาลฯ และบริเวณใกล้เคียงในหลายๆ รูปแบบ อาธิเช่น การจัดงานบุญคูณเมืองระหว่างในเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ และการจัดงานถนนศิลปะ (งานอาร์ทเลนน์) ระหว่างวันที่ ๖-๗ เดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เป็นต้น ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้คนจากหลากหลายภาคส่วน การศึกษาตามอัธยาศัยและการสร้างความจรรโลงใจ พร้อมทั้งเป็นการกระจายรายได้ในพื้นที่และส่งเสริมให้เกิดความสุนทรีย์ในการ เรียนรู้พร้อมๆ กันไป
ทั้งนี้เทศบาลนครขอนแก่นพร้อมทั้งภาคประชาสังคม ในหลายๆ ภาคส่วนและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นได้เล่งเห็นความสำคัญของนโยบายดังกล่าว และประสงค์ที่จะสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาการศึกษาตามอัธยาศัยจึงได้ก่อ ให้เกิดความร่วมมือในการจัดงาน “หนังสือ คน ต้นไม้” เพื่อเป็นการสร้างสรรค์และพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อ เนื่องต่อไป
หากท่านประสงค์จะทราบข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ For more information, please contact: 081-974-0290 or wongnamchakhonkaen@gmail.com :)

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

มาร่วมงานประกวดถ่ายภาพและนิทรรศการภาพถ่าย Join the Photo Exhibition this February!




ฝากประชาสัมพันธ์ครับ

ชาววงน้ำชาขอนแก่นขอชวนพี่น้องผู้นิยมการถ่าย(รูป)เป็นชีวิตจิตใจขอเชิญมาร่วมจัดนิทรรศการและประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ "เมตตา ภาวนา ว่าด้วยรัก (ท่านติช นัท ฮันส์)"

ส่งภาพถ่ายได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ นี้ครับ

ขนาด ตามใจชอบ, ถ้าหากจะเข้ากรอบให้ก็ส่งมาให้ หรือนำมาให้ด้วยตนเอง ณ ร้านวงน้ำชาขอนแก่นครับตามที่อยู่ดังต่อไปนี้

ที่อยู่ ร้านวงน้ำชาขอนแก่น (ชีวาทิพย์สปา) เลขที่ 611 ถนนรอบบึง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 หรือหากท่านอยู่ต่างประเทศก็ส่งรูปมาได้ที่ wongnamchaphoto@gmail.com ครับ

อะไรอีก หากจะให้ดีอยากให้ท่านเขียนคำอธิบายภาพไว้ด้วยคนเขาจะได้รู้ว่าท่านคิดอะไรน่ะ

สี อะไรก็ได้ จะขาวดำ จะสี จะไม่มีสี(แต่ต้องมองเห็นน่ะ ฮาฮา)

รางวัล เดี่ยวค่อยว่ากัน ขอให้มีความสุขและความรักความเมตตาในการถ่ายภาพก็ดีถมเถไปแล้ว อีกอย่างคุณจะได้แสดงผลงานต่อสายตาคนทั่วไปกว่าเดือน

อยากรู้เพิ่มจะโทรหาใครดี ติดต่อโทร. 081-974-0290 (คุณดี) หรือ 085-005-1554 (นายสอยอ)

หมายเหตุ ภาพของท่านจะได้รับการจัดแสดง ณ ร้านวงน้ำชา (ชีวาทิพย์สปา) จ.ขอนแก่นตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ถึง วันทีี่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๒ และอาจจะได้รับการตีพิมพ์เป็น PHOTO BOOK และจะได้รับการลงความเห็นว่าดีโดยประชาชนผู้มีความรักความเมตตาที่มาจิบน้ำชาที่ร้าน หากชนะ เดี๋ยวเราจะส่งข่าวให้ทราบโดยด่วน *วงน้ำชาคือร้านน้ำชาที่พี่น้องได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการสนทนาอย่างสุนทรียะ มีน้ำชาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการพูดคุยและมีอาสาสมัครหน้าตาบ้องแบ้วไว้คอยดูแลน่ะครับ


Join our Photo exhibition and competition at
Wong Nam Cha teahouse, Khon Kaen!
We, at Wong Nam Cha, Khon Kaen, would like to invite all photographers, professional or aspiring, to submit your favorite photos that you think represent love and sharing: our theme for the exhibition is "The Spirit of True Love", inspired by Thich Nhat Hanh’s Teachings on Love.

When: Submit your photos from now until 9 February, 2009.

Specifics: Photos can be of any size; both color and black and white are welcome. We have a good amount of space at the teahouse, and if you wish to send your photography with a frame, please send it to our address:

Wong Nam Cha Teahouse (Cheewatip Spa)
611 Robbeung Road
T. Naimuang
Muang, Khon Kaen 40000
Thailand

A description of your photograph, which will be exhibited alongside your artwork, would be much appreciated.
Questions and Comments:

Telephone (Mr. Dee): +66-81-974-0290
Email: wongnamchaphoto@gmail.com


Photos will on exhibit at Wong Nam Cha Teahouse from 12 February – 12 March 2009.

Wong Nam Cha Teahouse plans to print select photos in a photobook complete with descriptions. Please indicate when you submit your entry whether or not you consent to the publication of your photo.

Teahouse visitors will vote on the entries, and the lucky winner will be surprised by mail – or you can come and pick up your prize!

Wong Nam Cha Teahouse is a non-profit teahouse, serving the Khon Kaen community with love and peace,
in the hopes that it will serve as a space for individuals to create together and exchange dialogue.
We work towards becoming a space of peace, openness, and love!